เมื่อเราต้องอยู่ภายใต้ policy

10/01/2009 mene078 3 comments

หลังจากห่างหายจากการเขียน blog ไปนาน ด้วยความอึดอัด กดดันกับอะไรหลายๆอย่างจากสภาพที่ทำงาน ประกอบกับมีหลายคนที่ต้องเจอะเจอสภาพเดียวกัน ก็เลยอยากจะมาระบายความอึดอัดของเหล่าคนไอทีภายใต้ policy ให้ฟัง

เริ่มต้นง่ายๆ ลองคิดดูนะ ว่าถ้าคุณต้องถูกจำกัดสิทธิใการเข้าถึง internet ถึงขนาดนี้จะทนได้รึเปล่า

  • คุณไม่มีสิทธิเข้าเว็บที่ถูกจัดอยู่ใน 13 หมวดต้องห้ามหลัก (อันนี้น่าจะรู้กันว่าเป็นเรื่องพื้นฐาน เช่น หมวดเว็บโป๊)
  • คุณไม่มีสิทธิในการเข้าอินเตอร์เน็ตผ่าน port อื่นใดนอกเหนือจาก 80 (โอ่ย… อันนี้เด็กๆ แปลง่ายๆว่า onilne msn ไม่ได้ด้วยเท่านั้นเอง)
  • คุณไม่มีสิทธิในการเข้าถึงเว็บที่มี media ที่มีขนาดใหญ่ หรือมีการ streaming ตลอดเวลา (เรื่องนี้หลายๆที่ก็โดน เช่น youtube, imeem)
  • คุณไม่มีสิทธิในการเข้าถึง file ที่มีขนาดใหญ่เกิน 20 MB (ต้องเรียกว่าจะงก bandwidth ไปดองเค็มกันรึไง)
  • คุณไม่มีสิทธิในการเข้าถึง social network ใดๆได้ทั้งสิ้น (รวมถึงการเก็บผักเก็บหญ้าใน facebook หรือการ tweet โอ้…ม่ายยยย)
  • คุณไม่มีสิทธิในการเข้าถึงสถานที่บ่มเพาะ drama ยิ่งใหญ่ของประเทศได้ (ซึ่งก็มีแค่ pantip.com )
  • คุณไม่มีสิทธิในการ blog อื่นใดเป็นอันขาด (เพราะเค้าสร้างที่เล่น blog ไว้ภายในให้ทุกคนแล้ว)

ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการป้องกันที่ได้แต่วิ่งตามคนภายในก็เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วหนทางและความพยายามย่อมไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ดี แต่ผลเสียที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้คือผลกับความพยายามในหนทางขัดแย้งซึ่งกันและกัน เพราะองค์กรณ์ต้องการเปิดตนเองเพื่อไปสู่ open source และ social network แต่ก็คนที่ต้องเป็นแรงผลักดันกลับถูกปิดกั้นสิทธิการเข้าถึงเหล่านี้ ทั้งสองอย่างเหมือนอยู่บนกระดานหกเดียวกัน และยากที่จะเดินจากข้างนึงไปอีกข้างโดยไม่เสียสมดุลไปซะก่อน ซึ่งแนวทางนี้มีคำตอบสำเร็จรูปเยอะแยะมากมายเป็นตัวอย่าง เพียงแต่คำตอบเหล่านั้นอาจยังไม่ดีพอ หรือความจริงแล้วหนทางเหล่านี้ดูห่างไกลจากองค์กรณ์ใหญ่โตขนาดเท่านี้ หรือแท้จริงแล้วเพราะการสั่งสอนในรูปแบบการศึกษาเพื่อตลาดแรงงาน (เรียกง่ายๆก็ตลาดกรรมกรนั่นแหละ) สอนให้เรามีชีวิตวัยทำงานเพื่อทำส่วนทดแทนเครื่องจักรแล้วก็ดำเนินตามขั้นตอนที่ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนกันแน่
ความสุขและความสนุกในที่ทำงานสำหรับแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน บ้างชอบนั่งโต๊ะดูภูมิฐาน เอาขนาดของโต๊ะและความอดทนและเวลาในการสร้างบทบาทในที่ทำงาน บ้างชอบถือ notebook ร่อนไปร่อนมานั่งตามร้านกาแฟ อดทนกับกาแฟที่ไม่ได้เรื่องเพื่อปลั๊กไฟและอินเตอร์เน็ต บ้างขออยู่บ้านทำงานตามช่วงเวลาที่ตนเองต้องการ อดทนกับการกินอาหารตามสั่งที่มาส่งหน้าห้อง บ้างก็ขอยอมตายเฝ้าห้องสุดหนาวที่ กสท เพื่อสนองความต้องการในความเร็วของอินเตอร์เน็ต
ส่วนตัวแล้วในฐานะของคนหนึ่งในด้านไอทีกลับแทบไม่เหลือความสนุกเหล่านี้อยู่เลย ด้วยเหตุที่ต้องทำงานที่ไม่อยากทำทั้งงานประจำและงานยามว่างที่มีคนสรรหามาป้อนกึ่งบังคับให้ทำ ต้องทนกับสภาวะกดดันเรื่อง policy ที่ต้องเผชิญหน้ามาตลอดหนึ่งปีกับอีกเกือบๆ 4 เดือน และตอนนี้คิดว่าได้ผ่านช่วงที่คิดว่าเป็นที่สุดของหน้าที่ที่ได้ทำแล้วสำหรับงานประจำและถึงจุดตันขององค์กรณ์ในการก้าวออกนอกกรอบความคิดซะที ตอนนี้เหลือแต่รอให้องค์กรณ์ขยับ แต่ก็คงแทบเป็นไปไม่ได้เพราะถ้าต้องการก้าวไปมากกว่านี้ ก็เท่ากับต้องทำตัวขัดแย้งกับ policy ของตนเอง

Categories: mEnE

ที่สุดจากงาน twittbkk ครั้งที่ 3

09/06/2009 mene078 1 comment

ไปงาน twittbkk มา เพราะว่าอยากเจอหลายๆคนใน twitter ก็แค่อยากจะเขียนความคิดเห็นของตัวเองไว้กันลืม ทั้งหมดนี่คงเป็นที่สุดสำหรับเม่นในงาน twittbkk แล้วกันนะ

“ไกลที่สุด” ในบรรดาคนที่เม่นได้คุยแล้วรู้จัก คนที่ไกลที่สุดแล้วมางานนี้ คงไม่พ้น พี่มาช (@add2luv) เพราะปกติเจ้าตัวจะอยู่สุราษฯ แต่ขึ้นมากรุงเทพ ก็เลยมางานนี้กับเค้าด้วย แต่ถ้านับเฉพาะในกรุงเทพ คนที่ไกลที่สุดสำหรับเม่นคือ แชมป์ (@sidth) เพราะได้ข่าวว่าใช้เวลาเดินทางมางาน 2 ชั่วโมง ช่างอยู่ไกลเสียจริงๆ

“ใกล้ที่สุด” ก็คงไม่พ้น พี่หงษ์ (@hongsyok) ที่แทบจะมีบ้านติดอยู่กับสถานที่จัดงาน พี่หงษ์ใช้คำได้น่าอิจฉามาก เพราะบอกว่า “พี่หงษ์มายังไงครับ” “อ๋อ.. พี่เดินมา” >.< แถมเจ้าตัวก็ยังแว๊ปไปแว๊ปมา กลับบ้านอยู่ในงานได้อย่างน่าอิจฉา (แซวเฉยๆนะคะพี่)

“อบอุ่นที่สุด” เพราะพอเข้าไปในงานระหว่างยืนฟังกิจกรรมบนเวที มีช่วงนึงได้ยืนข้างๆ @sidth กับ พี่เม่น (@imenn) โอ้.. ช่างเป็นจังหวะที่อบอุ่นมาก (อบอุ่นเพราะอย่างไร ให้เดาจากหุ่น @imenn แล้วนับว่าเป็น @sidth ได้อีกคนยืนข้างๆ) เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกดีมากๆ (เพราะรู้สึกว่าตัวเองผอมไปถนัดตา :P )

“เจ๋งที่สุด” คงไม่พ้นเสื้อยืดปริศนากลางงาน ที่พี่กั้ง (@kangg) ใส่มาในงาน จังหวะแรกที่เดินเข้างานก็เห็น @kangg คนแรก นับว่าเป็นเสื้อที่เจ๋งที่สุดจริงๆ เพราะเป็นเสื้อที่มีคนขอถ่ายรูปเยอะมาก แล้วก็ทำให้คนส่ายหัวได้หลายคนมากๆเช่นเดียวกัน ส่วนเสื้อตัวดังกล่าวจะเป็นเสื้ออะไร เราจะไม่ขอพูดถึง แต่บอกว่าเกี่ยวข้องกับบาง blog ที่เคยเขียนไว้แล้วกัน

“ไม่รู้เรื่องที่สุด” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการจัดลำโพงภายในร้าน หรือว่าเราไม่ตั้งใจฟังเอง แต่งานแรกบนเวทีที่ได้ฟังเป็นของ สุกรี (@sugree) ก็คิดว่าเราฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องแล้วนะ พอเจอ สาวสวยท่านหนึ่ง จาก PG (playground) ยิ่งแล้วหนักเข้าไปอีก เพราะว่าเหมือนได้แต่ยินเสียงหงุมๆหงิมๆอยู่ในคอ ได้แต่บอกว่าต้องเรียกว่าฟังไม่รู้เรื่องที่สุดของงาน

“น่ารักที่สุด” ตำแหน่งนี้ยกให้ น้องฟ้า ลูกสาวสุดน่ารักของ พี่โต้ง (@iamSK) ที่น่ารักจนบรรดาพี่ๆหนุ่ม ยืนล้อมหน้าล้อมหลังกันอยู่แค่เก้าอี้ที่น้องฟ้านั่งเลย >.<

“น่าอิจฉาที่สุด” กับบรรยากาศครอบครัวกลางงานของ @sexdrum และภรรยาที่มีน้องน้อยๆอยู่ในท้อง ดูรักกันจนแค่มองก็รู้สึกได้ว่าเป็นครอบครัวที่น่ารักมาก :D

“พยายามที่สุด” กับเบื้องหลังของการ tweet รายงานข่าวของ @yoware ที่เห็นแล้วทึ่ง ดูแล้วอึ้งจนต้องขอถ่ายรูปเก็บไว้เลย เพราะ @yoware พยายามมาก ต้องยกนิ้วให้ว่าเป็นนักข่าวโดยสายเลือดจริงๆ

“เฮฮาที่สุด” คงไม่พ้นแก๊งค์เด็กหลังห้องที่เปิด review App Store และ iPhone กัน จับกลุ่มแล้วพูดถึงแต่ความเจ๋งของ App ต่างๆ รวมทั้ง iPhone จนโดน @kangg แซว แต่ทุกคนก็ไม่หยุดที่จะพูดกันเรื่อง App และ iPhone อยู่ดี โดยที่แกนนำเป็น @MikHaiL69 และ @youjea ตามด้วย @sidth @add2luv แล้วก็ตัวเม่นเอง คุยกันเฮฮา น่าอัดเป็น VDO review เอาไปเป็น content จริงๆเลย

“คุ้มที่สุด” เพราะพอจบงานเม่น @kangg และ @sidth ก็ไปต่อที่รายการช่างคุย ที่น่าจะเป็นตอนสัพเพเหระ ด้วยความสนุกสนาน เลยเป็นการออกจากบ้านที่คุ้มมากเพราะว่าได้ไปทั้งงาน แล้วก็ได้ไปอัดรายการด้วย ตลกปนสนุกออกจะแนวเฮฮารายการเลยปาไป ชั่วโมงกับอีก 40 นาทีแหนะแถมไปซื้อเสื้อช่างคุยมาอีกตัว พี่หงษ์เลยแถมเสื้อยืดรุ่นแรกให้อีกตัวด้วย โอ้… คุ้มมากๆ

“หิวที่สุด” เพราะตอนแรกไม่คิดว่าจะอยู่ในงานได้ยาว เลยกินแค่ขนมเล็กๆน้อยๆรองท้องไป แล้วก็ไปกินของกินเล่นในงาน แต่เอาเข้าจริงกว่าจะได้กินข้าวปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม สรุปเลยทั้งวันกินข้าวแค่มื้อเดียว >.< เล่นเอาหมูเกาหลีชุดแรกที่ยกมากิน ไม่มีใครพูดใครจา ตั้งหน้าตั้งตากินกันเลยทีเดียว

และสุดท้ายของเม่น กับ “เสียดายที่สุด” เพราะเห็นมีแต่คนชมวง #iHear Band จากบรรดาเพื่อนพี่น้องของ @imenn เล่นเอาเม่นรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้อยู่ฟังเพลงเลย อ่อ อีกเรื่องที่เสียดายก็คือไม่ได้เจอ ตุ้งแช่ หมา tweet ที่โด่งดังที่สุดในไทย เพราะว่าออกไปหาพี่หงษ์ก่อน เศร้าเลย T.T

ใครมีอะไรที่เป็นที่สุด ก็มาแลกเปลี่ยนกันดูนะคะ :D

ปล. ที่จริงมีอีก 2 ที่สุดที่ค่อนข้างจะส่วนตัว เลยต้องแอบยกมาไว้ตรงนี้

“ดีใจที่สุด” เพราะว่าตอนนี้มี @iphat เป็นพี่สาวที่น่ารักเพิ่มขึ้นคน ดีใจมากๆ และอีกเรื่องที่ดีใจคือได้เจอกับ หน่อย  (@bktelle) แล้วด้วยตัวจริงน่ารักมาก สมเป็นสาววงการเงินๆทองๆจริงๆ :D

กับอีกที่สุด คือ “อยากเจอที่สุด” กับ @igolf ที่เหมือนจะมีชีวิตประจำวันคล้ายๆกันมาก โดยเฉพาะเรื่องข้าวเช้า จนอยากทำความรู้จักกับ @igolf มากที่สุด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เจอ เสียดายมากๆเลย

Categories: mEnE

หมายเลขโทรศัพท์มือถือสวยๆ

เคยจะเลือกหมายเลขโทรศัพท์มือถือไหม ต่างคนก็ต่่างมีชุดตัวเลขสวยในใจของตัวเอง แต่สิ่งที่เม่นแอบคิดคือทำไมหมายเลขโทรศัพท์สวยต้องเป็นชุดตัวเลขที่มีเลขเรียงซ้ำกันด้วย เช่น 08x-xxx-5555 หรืออย่างจำพวก 08x-xx4-4433 เม่นไม่ได้คิดจะต่อว่า แล้วก็ยอมรับว่าเลขซ้ำๆกันติดๆกันแบบนี้ก็นับว่าเป็นชุดตัวเลขที่หายาก ซึ่งถ้าจะพูดในทางการตลาดของหายากก็ย่อมมีราคาสูงกว่าปกติ หรือมีความต้องการมากกว่าปกติ

แต่ที่นิยามมาทั้งหมดนั่นไม่ได้เกี่ยวกับชุดตัวเลขเป้าหมายของเม่นเลย ครั้งแรกที่ไปเลือกหมายเลขโทรศัพท์ด้วยตัวเอง เม่นกลับอยากเลือกเบอร์ที่มีเลขทั้ง 9 ตัวไม่ซ้ำกันเลย และชุดตัวเลขที่เจาะจง ก็ขอเป็นชุดตัวเลขที่เรียงกันด้วยการกดหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งอาจจะฟังดูแปลก แต่ถ้าเคยได้ลองกดหมายเลขโทรศัพท์ที่เป็นชุด 147 หรือ 741 หรือ 369 ก็จะรู้สึกว่า อื้ม…. มันกดง่ายดีแฮะ แล้วความสำเร็จในการเดินหาหมายเลขโทรศัพท์ในวันนั้นก็ได้ตรงตามความต้องการ ชุดตัวเลขทั้งหมดไม่ซ้ำกัน มีเลขที่เรียงกันเมื่อกด และไม่มีเลข 6 ในหมายเลข

แต่แล้วความลำบากใจก็มาเยือน เมื่อเม่นต้องมีเบอร์มือถืออีกเบอร์ของอีกค่าย เพราะน้อง iPhone 3GS ที่ตัดสินใจซื้อมาด้วยเหตุบางประการของชีวิตการทำงาน ถึงกับอึ้งและคิดหนักเพราะก็ยังอยากได้เบอร์ที่มีคุณลักษณะเหมือนเดิมอยู่ แต่ด้วยวันที่ไปซื้อโทรศัพท์ต้องกลับไปทำงานทำให้ไม่มีเวลาหาเบอร์ต่อ แต่เนื่องจากมีคนใจดีช่วยถามเบอร์ให้ ทำให้ได้เบอร์ที่มีคุณลักษณะคล้ายเดิมมากที่สุด เพราะว่าเปลี่ยนเลข 9 เป็นเลข 8 เพียงตัวเดียว ชุดตัวเลขที่เหลือก็เหมือนเดิม และที่สำคัญไม่มีเลข 6 ในเบอร์ เรียกว่าได้หมายเลขโทรศัพท์ใหม่ที่ถูกใจเป็นที่สุดกันเลยทีเดียว

ปล. ที่จริงก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมครั้งแรกที่คิดจะหาเบอร์ถึงไม่อยากได้เลข 6 ในชุดตัวเลข หนึ่งอย่างที่คิดก็คือรหัสประเทศเรามัน +66 แค่นี้ก็มีเลข 6 ตั้งสองตัวแล้ว เลยไม่อยากให้มีเบอร์ของตัวเองหล่ะมั้ง…

Categories: mEnE

[song] If

08/14/2009 mene078 1 comment

เคยเชื่อไหม ว่าจะมีเพลงสักเพลงที่จะเรียกความเศร้าภายในหัวใจออกมาได้ โดยไม่ต้องรู้แม้กระทั่งเนื้อ.. แล้วพอไปอ่านเนื้อแปลก็กลับไม่ซึ้งเท่าฟังเฉยๆ ซะอีก ต้องนับถือ ลีดเดอร์แห่งโซยอนชิแด แทยอนนา จริงๆ

อยากรู้ว่าจะดึงความเศร้าออกมาได้ไหม ก็ลองฟังดูแล้วกันนะ

IF (Hong Gil Dong OST) – Tae Yeon

Categories: mEnE

การ์ตูนที่ยังอ่านอยู่จนทุกวันนี้

08/11/2009 mene078 13 comments

เด็กไทยที่เติบโตมาในยุคของการ์ตูนญี่ปุ่นครองเมืองก็คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตลอดชีวิตที่เติบโตมาจะไม่เคยแม้กระทั่งจะหยิบขึ้นมาทดลองอ่าน การ์ตูนในความทรงจำของแต่ละยุคสมัยก็มีบ้างที่จะดูแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่อยากให้คำนึงถึงก็คือการ์ตูนเหล่านี้ล้วนเป็นหนึ่งในเครื่องมือของรัฐบาลและนโยบายทางวัฒนธรรมและการศึกษาของญี่ปุ่นอย่างเสียไม่ได้ ทั้งที่ความจริงแล้ววิธีการอ่านหนังสือตัวอักษรอย่างไทยๆก็ไม่ได้มีส่วนใดจะคล้ายคลึงกับทางญี่ปุ่นเลยสักนิด แต่เนื้อหาและวิธีการในการเล่าเรื่องถูกทำให้น่าติดตามอย่างไม่สามารถห้ามกันได้

ถ้าจะให้แบ่งประเภทของการ์ตูนญี่ปุ่นคงต้องเรียกว่ามีกันทุกแบบทุกอย่างเท่าที่จะนึกได้ อาทิเช่น กีฬา นักสืบ ของกิน ทำอาหาร ตามแต่ความชอบของแต่ละคนต่างกันไป ส่วนตัวแล้วก็ยังเหลือการ์ตูนที่อ่านอยู่เยอะพอสมควร ก็จะพยายามแบ่งให้เห็นภาพโดยคร่าวต่อไป

เริ่มด้วย… การ์ตูนกลุ่มทำอาหารและของกิน ต้องเรียกว่าเม่นอ่านการ์ตูนทำอาหารเกือบทุกเล่มนับตั้งแต่ “ไอ้หนูซูชิ” “ไอ้หนุ่มซูชิ” “ยุทธภูมิกระเพาะเหล็ก” “จอมโหดกระทะเหล็ก” “ยอดกุ๊กแดนมังกร” แต่ถ้านับว่าเป็นการ์ตูนในตำนานของกลุ่มนี้ต้องยกให้ “โซ๊ยแหลก..เกินหลักสูตร” ถ้าได้ลองอ่านดูแล้วจะรู้ว่าของกินเป็นศาสตร์ที่น่าหลงไหลเป็นอย่างมาก

ต่อด้วย… กลุ่มการ์ตูนหมอและการแพทย์ ต้องยอมรับว่าเป็นสายการ์ตูนที่ไม่ได้อ่านครบ แต่ก็นับว่าหลายเรื่องอยู่ นับไปได้ตั้งแต่ “Black Jack” “Doctor. K” “หัตถ์เทวดาเทรุ” ส่วนเรื่องที่ไม่ได้ติดตามมากก็เช่น “คุณหมอโนบุนากะ” ซึ่งการ์ตูนกลุ่มนี้จะแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีและวิวัฒนาการทางการแพทย์ เรื่องที่ชอบที่สุดคงต้องยกให้ “หัตถ์เทวดาเทรุ” เพราะเนื้อเรื่องเสริมท้ายเล่มจะมีความรู้ให้อ่านได้อย่างสนุกเสมอ

อีกกลุ่มการ์ตูนที่คิดว่ามีผู้อ่านเยอะมากก็คงจะไม่พ้น กลุ่มการ์ตูนนักสืบ ที่รู้จักกันดีได้แก่ “โคนัน” ก็เลยอยากแนะนำเรื่องอื่นในกลุ่มเดียวกันบ้างได้แก่ “คินดะอิจิ” และ “โรงเรียนนักสืบ Q” ที่เป็นของนักเขียนคนเดียวกัน ตามด้วย “Q.E.D.” และ “C.M.B.” ที่ก็เป็นอีกสองเรื่องที่นักเขียนคนเดียวกันเช่นกัน ความสนุกคงต้องแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน เรื่องที่แนะนำสำหรับเด็กสายวิทย์ก็คงไม่พ้น “Q.E.D” แน่นอน

สำหรับกลุ่มการ์ตูนที่แบ่งตามสายก็คงมีสายหลักๆที่เม่นอ่านก็เท่านี้ ที่เหลือก็จะเป็นผลงานตามนักเขียน ที่ต้องยกเป็นตัวอย่างแน่นอนต้องไม่พ้นเจ้าพ่อของเหล่าโอตาคุ “เคน อาคามัตสึ” แน่นอน เหตุที่ต้องยกให้เป็นเจ้าพ่อเพราะว่าทุกเรื่องที่เขียนจะมีนางเอกมากกว่าหนึ่งคนเสมอ และเป็นคนเขียนการ์ตูนที่ถ้าผู้ใหญ่บ้านเราคงเรียกว่าอนาจาร จนในบางครั้งฉบับนอกญี่ปุ่นต้องเขียนให้โป้น้อยกว่าต้นฉบับอยู่พอสมควร แต่ความสนุกออกทะลึ่งนิดๆทำให้ได้รับความนิยมมาก การ์ตูนของ “เคน อาคามัตสึ” ได้แก่ “สมองกลคนสวย” “บ้านพักอลเวง” หรือ Love Hina “เนกิมะ คุณครูจอมเวทย์” ที่มีนางเอกตั้งแต่ 2 คนเป็น 4 คน และเป็น 30 คนในที่สุด ถ้าถามว่าสนุกไหมคงต้องตอบว่าให้ลองเริ่มอ่านเองจะดีกว่า

พอเขียนไปเขียนมาก็รู้สึกได้ว่าเป็นตอนที่ยาวมาก หวังว่าผู้อ่านจะสนุกและทดลองไปอ่านดูนะคะ

ปล. โอตาคุ คือคำเรียกของคนที่ชอบ/คลั่งไคล้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษ โดยมากจะใช้กับการ์ตูนและ Anime

Categories: mEnE Tags: ,