REduce workflow, GEt more productivity

ต้องเริ่มจาก คำถามว่าเคยจับเวลาในการทำงานจริงๆของตัวเองบ้างไหม โดยเฉพาะกลุ่มคนอาชีพเดียวกันอย่าง Developer ทั้งหลาย ถ้าไม่เคยคิดเลยก็คงต้องขอให้ลองดูซะบ้าง เพราะส่วนใหญ่ทุกคนก็จะรู้กันดีกว่า Work flow ของการทำงานเป็น Program Developer นั้นควรจะเน้นเวลา และเสียเวลาไปกับงาน Design ซึ่งจะเป็นฐานอันแข็งแกร่งของ Program ที่จะเขียน แต่ก็ไม่เคยจะทำได้ตาม Software develope flow กันสักที

แต่จะมีสักกี่คนที่จะแบ่งเวลาและใช้เวลาของตนเองได้สมบูรณ์กับทุกอย่าง ไม่ใช่เม่นอีกหนึ่งคนแน่นอน เพราะก่อนหน้าจะมาทำงานประจำก็เคยพยายามแต่ก็ไม่ค่อยจะสำเร็จสักเท่าไร จนตอนนี้คิดว่าเริ่มค่อนข้างจะอยู่ตัวแต่ก็ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ จากแต่เดิมที่กะเวลาไม่ถูกว่าต้องเสียเวลากับสิ่งนั้นสักเท่าไร (กะได้สักหลักครึ่งวัน) ตอนนี้เริ่มเห็นภาพมากขึ้นว่าควรจะเสียเวลากับเรื่องต่างๆสักกี่สิบห้านาที (ถ้าแม่นกว่านี้คงบอกได้หลักห้านาที แต่ก็ยังไม่สามารถสักที)

หลายๆอย่างต้องแบ่งเวลาให้ตัวเองคิดต่าง และได้ทดลองบ้างอะไรบ้าง แล้วก็เตือนตัวเองเสมอๆเวลาทำงานแล้วเจอกำแพงหรือว่าคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก ก็ให้เริ่มวางงานหันสมองออกไปทำอย่างอื่น แล้วค่อยกลับมา เพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลาจมอยู่กับบางสิ่งบางอย่างมากจนเกินไป อีกอย่างที่ช่วยได้ก็คือ เมื่อได้รับงานมาก็แบ่งงานออกด้วยความยากง่ายต่างๆ แล้วก็ดูว่างานแต่ละอย่างที่แบ่งมีความเชื่อมโยงกันไหม เรียกว่าประเมินเวลาที่จะใช้ทำงานแต่ละชิ้นก่อน แล้วก็ค่อยลงมือทำ ซึ่งโดยส่วนมากเม่นจะลงมือทำงานที่ต้องเชื่อมโยงกันเยอะๆก่อน(ถ้าไม่มีเรื่องจำกัดด้านเวลา) เพราะว่างานที่เชื่อมกันเยอะๆ มักจะช่วยให้เราเห็นโครงสร้างของการทำงานได้เร็วขึ้น อีกทั้งงานที่เชื่อมกันเยอะๆมันจะเจอปม เจอปัญหาอยู่ตลอด ซึ่งวิธีการรับมือกับปัญหาเหล่านั้นของเม่นก็คือ หยิบงานชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาลงมือทำ เพราะทุกครั้งที่เราสามารถทำงานได้สำเร็จ มันก็เป็นเหมือนกำลังใจให้สู้งานต่อไป ซึ่งข้อดีเหล่านี้ที่เม่นได้รับจากการทำงานประจำและมีทีมสำหรับการลงมือ code มันทำให้เราปล่อยวางอะไรได้หลายๆอย่าง เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งการแก้ code 40 บรรทัดให้เหลือสัก 5 บรรทัดเป็นเรื่องที่รอได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ การปล่อยวางเพื่อให้บรรลุผลไปก่อนนี่คือสิ่งที่เม่นได้เรียนรู้เมื่อต้องทำงานกับคนเยอะๆ

เอาเป็นว่าเม่นจะสรุปไว้เป็นขั้นตอนแล้วกัน ถือว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเม่น ถ้าคนไหนอยากนำไปใช้ก็อย่าลืมไปประยุกต์ให้เข้ากับงานแล้วก็สิ่งแวดล้อมของตัวเองด้วยนะ

  1. เริ่มจากการรับงาน ต้องสอบถามให้แน่ใจถึงขอบเขตของงานทั้งหมด ยืนยันและหาคนที่รับผิดชอบงานตรงนั้นเพื่อที่เราจะได้มีคนไว้ให้ถามเวลาติดขัด
  2. ลงมือแบ่งงาน ทั้งแบ่งงานให้แต่ละคน และแบ่งงานของตนเอง ซึ่งอาจจะเลือกและแบ่งกลุ่มจากความยาก-ง่ายของงาน หรือเวลาที่จะต้องใช้ลงมือทำงานก็ได้ตามแต่งานที่สะดวก
  3. ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องสร้าง Test project เพื่อศึกษา lib ต่างๆที่ได้มา รวมทั้งเทคนิกต่างๆในการเขียน
  4. ลงมือทำงานให้สอดคล้องกับเวลางานที่มี และเมื่อติดปัญหาก็ให้รีบหาคนช่วยแก้ปัญหาให้

หนึ่งอย่างที่เม่นเจอกับการขอความช่วยเหลือในการแก้ปัญหา เช่นพวก Exception ต่างๆ แน่นอนเม่นก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่ง Java (แน่สิ เกลียด Java จะตาย!!!!) แต่ทุกภาษาก็ต้องมีวิธีในการ Debug ของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งนี่เป็นเรื่องพื้นฐานในการคัดเลือก Developer เลยก็ว่าได้ และเป็นเรื่องที่ขาดหายไปมากที่สุดในการสอนเขียนโปรแกรม

ถึงตรงนี้ เม่นก็อยากรีบตัดบทจบก่อนที่ตัวเองจะพล่ามยาวเรื่องการสอนด้าน IT อีกรอบ แต่นี่คือสิ่งที่เม่นทำและเปลื่ยนมุมมองในการทำงานของตัวเองซึ่งวิธีพวกนี้่ช่วยให้เม่นจัดเวลาของตัวเองได้ง่ายขึ้น และที่อยากจะย้ำตามหัวข้อคือ REduce workflow ก็จะช่วยให้ GEt more productivity เอง อีกอย่างคนเราไม่ได้เกิดมาเหมือนกัน เรียนรู้ได้เท่ากันก็จริง แต่เมื่อไรก็ตามที่คุณมี คุณทำได้ไม่เท่าเทียมคนอื่นแล้วจะเอาแต่โทษโชคชะตา เฝ้าแต่อิจฉาริษยา และปลอบตัวเอง คุณก็จะไม่มีวันได้ยืนเหนือคนอื่นเช่นเดียวกัน

และอีกข้อที่สำคัญที่สุด

ถ้าอยากจะทำงาน ก็ต้อง “หางาน” ไ่ม่ใช่ให้ “งานมาหา”

Categories: mEnE

บันทึกที่ไม่อยากเขียน

12/25/2009 mene078 4 comments

นี่ก็ใกล้ปีใหม่เข้ามาทุกทีประกอบกับความตั้งใจที่จะเขียนเรื่องนี้มาตั้งนาน ถือว่าซะว่านี่เป็นการเขียนบันทึกเพื่อลืมเรื่องราวเหล่านี้ออกไปจากสมองก็แล้วกัน ซึ่งความจริงแล้ววันนี้ที่เขียนตรงกับวันคริสต์มาสที่ควรจะออกไปมีความสุขเฮฮาสนุกสนาน แต่ด้วยความรู้สึกอัดอั้นหลายเรื่องและหลายอย่างที่สะสมมา ทำให้ไม่ค่อยอยากจะเจอะเจอผู้คนตามท้องถนนสักเท่าไรนัก

เรื่องที่สร้างความเศร้าให้กับจิตใจมาตลอดเวลา และเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ระบาย ก็คือเรื่องของป้า (หรือที่เม่นชอบใช้แทนว่าเธอเสมอๆ) ถ้านับจากวันที่ป้าไม่อยู่บนโลกใบนี้ ก็เกือบจะ 2 ปีแล้ว ป้าผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเม่น เพราะไม่ว่าเม่นจะทุกข์จะสุขจะมีป้าคอยเคียงข้างเสมอ เพราะว่าเม่นไม่ได้โตมากับพ่อแม่ของตัวเองเลยเรียกว่ามีป้าเป็นทุกอย่างในชีวิต เป็นพ่อเป็นแม่เป็นป้าเป็นคำว่า “ครอบครัว” สำหรับเม่น ในยามไม่สบายก็มีป้าคอยดูแล ทำกับข้าวอร่อยๆให้กิน แทบจะเรียกได้ว่า นับเอา 3 มื้อ x 365 วัน x อายุเม่น คือจำนวนมื้ออาหารที่ป้าทำให้กินเลยก็ว่าได้ สิ่งที่เม่นสัญญากับป้าคือ เม่นจะเรียนจนจบปริญญา เพื่อทำงานหาเงินเลี้ยงดูแลป้า แทบจะเรียกว่าเป็นต้นเหตุของวิชาชีพที่ตั้งใจร่ำเรียนเลยก็ว่าได้ เพราะอาชีพทางไอทียังไงก็หาเงินได้ ยังไงก็มีคนต้องการคนไอทีที่มีประสิทธิภาพเสมอ ป้าเม่นจากไปตอนเม่นกำลังจบ ก่อนเรียนจบแค่เพียง 2 เดือน เล่นเอาเม่นโซซัดโซเซไม่รู้จะทำยังไงต่อไปกับชีวิตอยู่อีกนานมาก จนโดนแม่ลากไปเที่ยวยุโรปตามประสาพ่อแม่ลูกอยู่เป็นเดือน ก่อนจะกลับมาทำงานและอาศัยอยู่คอนโดใน กทม ลำพัง ช่วงแรกของชีวิตที่ไปทำงานกลับบ้านเม่นแทบจะเหมือนคนบ้า กลับบ้านมาก็นอนร้องไห้ตื่นมาก็ร้องหลับก็ร้องดูทีวีก็ร้องกินข้าวก็ร้อง แต่พอออกจากบ้านไปทำงานก็พยายามทำตัวให้ปกติ ช่วงนั้นรบกวนรุ่นพี่คนนึงบ่อยมาก เพราะพอนอนไม่หลับก็มักจะโทรศัพท์หาพี่เพื่อหาเรื่องคุย พี่เค้าก็ใจดีมากที่คุยเป็นเพื่อน จนบ้างครั้งคุยกันจนเช้าเม่นไปทำงานเลยทีเดียว ชีวิตการทำงานต้องเรียกว่าดูไร้จุดหมายสุดๆ เหมือนกับทุกอย่างที่เป็นเป้าหมายของชีวิตมันหลายไปชั่วพริบตา เหมือนทุกอย่างที่เคยคิดไว้ไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่คิดเลยสักนิด โลกดูมืดมนไร้หนทางไร้ความหมาย เม่นเศร้ามากจนหลายๆครั้งนั่งน้ำตาไหลบนรถตู้ระหว่างทางกลับบ้าน ตอนนั้นหรือแม้กระทั่งทุกวันนี้ การกลับบ้านเป็นสิ่งที่ทรมานเม่นมาก บ้านที่เคยมีป้ารออยู่เสมอมันไม่มีอีกต่อไปแล้ว เม่นทำใจกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้เลย แทบจะเรียกว่าทำใจไม่ได้เลยสักนิด จนกระทั่งนาทีนี้ที่เม่นคิดว่าเม่นต้องทำให้ตัวเม่นเองมีความสุขแล้วหล่ะ ก่อนที่ป้าจะยิ่งทุกข์ยิ่งกว่าเม่นเพราะป้าไม่เคยได้เห็นเม่นมีความสุขเลยสักวัน

สิ่งที่ตั้งใจว่าปีหน้าอยากจะทำให้ได้ คือเม่นจะต้องทำใจและยอมรับเรื่องราวตรงนี้ให้ได้ เม่นต้องเลิกเศร้าเลิกโศก และค้นหาคำว่าความสุขสำหรับตัวเม่นเองให้เจอให้ได้ นี่คือสาเหตุที่เริ่มเขียนเรื่องนี้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องจำเรื่องเหล่านี้ในสมองอีก และจะได้มีแต่่ความทรงจำในวันที่เม่นเคยมีความสุขกับป้าที่เป็นทุกอย่าง เป็นคำว่าครอบครัวสำหรับเม่น

Categories: mEnE

สิ่งที่เราควรจะคุยกันเมื่องานจบ

มีคนบอกว่า blog นี้ไม่ได้อัพเดตนาน ที่จริงแล้วก็ทั้งไม่ค่อยว่างกับการย้ายหน่วยงาน กับอีกทั้งคิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไร…

เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่อยากเขียนมาตั้งนานมากแล้ว แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ลำบากใจที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นกับเรื่องนี้แบบไหนดี มุมมองกับเรื่องนี้ขัดแย้งกับสิ่งที่ได้เห็นได้เผชิญมาเกือบตลอดชีวิต หลายครั้งเวลาได้ยินหรือนั่งอยู่เวลามีประชุมสรุปงาน มักจะพูดถึงแต่เรื่องหน้าที่ที่คนร่วมงานได้ทำไปในทางที่ดี แล้วพอมีคนพูดถึงจุดผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็จะถูกมองว่าเป็นพวกไม่มีน้ำใจ พวกขวางโลก (แต่บังเอิญว่าเม่นก็เป็นคนขวางโลกอยู่แล้ว) ซึ่งที่จริงสิ่งที่ขัดแย้งกันก็คือ เมื่อมีการสรุปงานก็ต้องมีการพูดทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆกัน เพื่อจะให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดี และได้รับฟังความคิดเห็นมากขึ้น แต่นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมจริงเลยสักนิด

การประชุมก็เหมือนกัน เพราะที่จริงการประชุมควรจะเป็นช่วงเวลาที่ตนเองได้แสดงความคิดเห็นของตน ไม่ใช่เป็นช่วงเวลารับฟังงานและหน้าที่ต่อไป เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจะใช้คำว่า “ประชุม” กันไปทำไม แต่บางคนก็จะชอบคิดว่าตนเองเป็นเด็ก ตนเองเสียงเล็ก พูดไปก็เท่านั้น เป็นเรื่องที่บอกได้ว่า “น่ารำคาญ” มากสำหรับเม่น เพราะเม่นชอบฟังความคิดเห็นที่ก่อให้เกิดข้อโต้เถียงที่เป็นไปในการพัฒนามากกว่ารับฟังงานแล้วก็จบๆไป

Categories: mEnE

เมื่อเราต้องอยู่ภายใต้ policy

10/01/2009 mene078 4 comments

หลังจากห่างหายจากการเขียน blog ไปนาน ด้วยความอึดอัด กดดันกับอะไรหลายๆอย่างจากสภาพที่ทำงาน ประกอบกับมีหลายคนที่ต้องเจอะเจอสภาพเดียวกัน ก็เลยอยากจะมาระบายความอึดอัดของเหล่าคนไอทีภายใต้ policy ให้ฟัง

เริ่มต้นง่ายๆ ลองคิดดูนะ ว่าถ้าคุณต้องถูกจำกัดสิทธิใการเข้าถึง internet ถึงขนาดนี้จะทนได้รึเปล่า

  • คุณไม่มีสิทธิเข้าเว็บที่ถูกจัดอยู่ใน 13 หมวดต้องห้ามหลัก (อันนี้น่าจะรู้กันว่าเป็นเรื่องพื้นฐาน เช่น หมวดเว็บโป๊)
  • คุณไม่มีสิทธิในการเข้าอินเตอร์เน็ตผ่าน port อื่นใดนอกเหนือจาก 80 (โอ่ย… อันนี้เด็กๆ แปลง่ายๆว่า onilne msn ไม่ได้ด้วยเท่านั้นเอง)
  • คุณไม่มีสิทธิในการเข้าถึงเว็บที่มี media ที่มีขนาดใหญ่ หรือมีการ streaming ตลอดเวลา (เรื่องนี้หลายๆที่ก็โดน เช่น youtube, imeem)
  • คุณไม่มีสิทธิในการเข้าถึง file ที่มีขนาดใหญ่เกิน 20 MB (ต้องเรียกว่าจะงก bandwidth ไปดองเค็มกันรึไง)
  • คุณไม่มีสิทธิในการเข้าถึง social network ใดๆได้ทั้งสิ้น (รวมถึงการเก็บผักเก็บหญ้าใน facebook หรือการ tweet โอ้…ม่ายยยย)
  • คุณไม่มีสิทธิในการเข้าถึงสถานที่บ่มเพาะ drama ยิ่งใหญ่ของประเทศได้ (ซึ่งก็มีแค่ pantip.com )
  • คุณไม่มีสิทธิในการ blog อื่นใดเป็นอันขาด (เพราะเค้าสร้างที่เล่น blog ไว้ภายในให้ทุกคนแล้ว)

ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการป้องกันที่ได้แต่วิ่งตามคนภายในก็เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วหนทางและความพยายามย่อมไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ดี แต่ผลเสียที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้คือผลกับความพยายามในหนทางขัดแย้งซึ่งกันและกัน เพราะองค์กรณ์ต้องการเปิดตนเองเพื่อไปสู่ open source และ social network แต่ก็คนที่ต้องเป็นแรงผลักดันกลับถูกปิดกั้นสิทธิการเข้าถึงเหล่านี้ ทั้งสองอย่างเหมือนอยู่บนกระดานหกเดียวกัน และยากที่จะเดินจากข้างนึงไปอีกข้างโดยไม่เสียสมดุลไปซะก่อน ซึ่งแนวทางนี้มีคำตอบสำเร็จรูปเยอะแยะมากมายเป็นตัวอย่าง เพียงแต่คำตอบเหล่านั้นอาจยังไม่ดีพอ หรือความจริงแล้วหนทางเหล่านี้ดูห่างไกลจากองค์กรณ์ใหญ่โตขนาดเท่านี้ หรือแท้จริงแล้วเพราะการสั่งสอนในรูปแบบการศึกษาเพื่อตลาดแรงงาน (เรียกง่ายๆก็ตลาดกรรมกรนั่นแหละ) สอนให้เรามีชีวิตวัยทำงานเพื่อทำส่วนทดแทนเครื่องจักรแล้วก็ดำเนินตามขั้นตอนที่ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนกันแน่
ความสุขและความสนุกในที่ทำงานสำหรับแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน บ้างชอบนั่งโต๊ะดูภูมิฐาน เอาขนาดของโต๊ะและความอดทนและเวลาในการสร้างบทบาทในที่ทำงาน บ้างชอบถือ notebook ร่อนไปร่อนมานั่งตามร้านกาแฟ อดทนกับกาแฟที่ไม่ได้เรื่องเพื่อปลั๊กไฟและอินเตอร์เน็ต บ้างขออยู่บ้านทำงานตามช่วงเวลาที่ตนเองต้องการ อดทนกับการกินอาหารตามสั่งที่มาส่งหน้าห้อง บ้างก็ขอยอมตายเฝ้าห้องสุดหนาวที่ กสท เพื่อสนองความต้องการในความเร็วของอินเตอร์เน็ต
ส่วนตัวแล้วในฐานะของคนหนึ่งในด้านไอทีกลับแทบไม่เหลือความสนุกเหล่านี้อยู่เลย ด้วยเหตุที่ต้องทำงานที่ไม่อยากทำทั้งงานประจำและงานยามว่างที่มีคนสรรหามาป้อนกึ่งบังคับให้ทำ ต้องทนกับสภาวะกดดันเรื่อง policy ที่ต้องเผชิญหน้ามาตลอดหนึ่งปีกับอีกเกือบๆ 4 เดือน และตอนนี้คิดว่าได้ผ่านช่วงที่คิดว่าเป็นที่สุดของหน้าที่ที่ได้ทำแล้วสำหรับงานประจำและถึงจุดตันขององค์กรณ์ในการก้าวออกนอกกรอบความคิดซะที ตอนนี้เหลือแต่รอให้องค์กรณ์ขยับ แต่ก็คงแทบเป็นไปไม่ได้เพราะถ้าต้องการก้าวไปมากกว่านี้ ก็เท่ากับต้องทำตัวขัดแย้งกับ policy ของตนเอง

Categories: mEnE

ที่สุดจากงาน twittbkk ครั้งที่ 3

09/06/2009 mene078 2 comments

ไปงาน twittbkk มา เพราะว่าอยากเจอหลายๆคนใน twitter ก็แค่อยากจะเขียนความคิดเห็นของตัวเองไว้กันลืม ทั้งหมดนี่คงเป็นที่สุดสำหรับเม่นในงาน twittbkk แล้วกันนะ

“ไกลที่สุด” ในบรรดาคนที่เม่นได้คุยแล้วรู้จัก คนที่ไกลที่สุดแล้วมางานนี้ คงไม่พ้น พี่มาช (@add2luv) เพราะปกติเจ้าตัวจะอยู่สุราษฯ แต่ขึ้นมากรุงเทพ ก็เลยมางานนี้กับเค้าด้วย แต่ถ้านับเฉพาะในกรุงเทพ คนที่ไกลที่สุดสำหรับเม่นคือ แชมป์ (@sidth) เพราะได้ข่าวว่าใช้เวลาเดินทางมางาน 2 ชั่วโมง ช่างอยู่ไกลเสียจริงๆ

“ใกล้ที่สุด” ก็คงไม่พ้น พี่หงษ์ (@hongsyok) ที่แทบจะมีบ้านติดอยู่กับสถานที่จัดงาน พี่หงษ์ใช้คำได้น่าอิจฉามาก เพราะบอกว่า “พี่หงษ์มายังไงครับ” “อ๋อ.. พี่เดินมา” >.< แถมเจ้าตัวก็ยังแว๊ปไปแว๊ปมา กลับบ้านอยู่ในงานได้อย่างน่าอิจฉา (แซวเฉยๆนะคะพี่)

“อบอุ่นที่สุด” เพราะพอเข้าไปในงานระหว่างยืนฟังกิจกรรมบนเวที มีช่วงนึงได้ยืนข้างๆ @sidth กับ พี่เม่น (@imenn) โอ้.. ช่างเป็นจังหวะที่อบอุ่นมาก (อบอุ่นเพราะอย่างไร ให้เดาจากหุ่น @imenn แล้วนับว่าเป็น @sidth ได้อีกคนยืนข้างๆ) เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกดีมากๆ (เพราะรู้สึกว่าตัวเองผอมไปถนัดตา :P )

“เจ๋งที่สุด” คงไม่พ้นเสื้อยืดปริศนากลางงาน ที่พี่กั้ง (@kangg) ใส่มาในงาน จังหวะแรกที่เดินเข้างานก็เห็น @kangg คนแรก นับว่าเป็นเสื้อที่เจ๋งที่สุดจริงๆ เพราะเป็นเสื้อที่มีคนขอถ่ายรูปเยอะมาก แล้วก็ทำให้คนส่ายหัวได้หลายคนมากๆเช่นเดียวกัน ส่วนเสื้อตัวดังกล่าวจะเป็นเสื้ออะไร เราจะไม่ขอพูดถึง แต่บอกว่าเกี่ยวข้องกับบาง blog ที่เคยเขียนไว้แล้วกัน

“ไม่รู้เรื่องที่สุด” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการจัดลำโพงภายในร้าน หรือว่าเราไม่ตั้งใจฟังเอง แต่งานแรกบนเวทีที่ได้ฟังเป็นของ สุกรี (@sugree) ก็คิดว่าเราฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องแล้วนะ พอเจอ สาวสวยท่านหนึ่ง จาก PG (playground) ยิ่งแล้วหนักเข้าไปอีก เพราะว่าเหมือนได้แต่ยินเสียงหงุมๆหงิมๆอยู่ในคอ ได้แต่บอกว่าต้องเรียกว่าฟังไม่รู้เรื่องที่สุดของงาน

“น่ารักที่สุด” ตำแหน่งนี้ยกให้ น้องฟ้า ลูกสาวสุดน่ารักของ พี่โต้ง (@iamSK) ที่น่ารักจนบรรดาพี่ๆหนุ่ม ยืนล้อมหน้าล้อมหลังกันอยู่แค่เก้าอี้ที่น้องฟ้านั่งเลย >.<

“น่าอิจฉาที่สุด” กับบรรยากาศครอบครัวกลางงานของ @sexdrum และภรรยาที่มีน้องน้อยๆอยู่ในท้อง ดูรักกันจนแค่มองก็รู้สึกได้ว่าเป็นครอบครัวที่น่ารักมาก :D

“พยายามที่สุด” กับเบื้องหลังของการ tweet รายงานข่าวของ @yoware ที่เห็นแล้วทึ่ง ดูแล้วอึ้งจนต้องขอถ่ายรูปเก็บไว้เลย เพราะ @yoware พยายามมาก ต้องยกนิ้วให้ว่าเป็นนักข่าวโดยสายเลือดจริงๆ

“เฮฮาที่สุด” คงไม่พ้นแก๊งค์เด็กหลังห้องที่เปิด review App Store และ iPhone กัน จับกลุ่มแล้วพูดถึงแต่ความเจ๋งของ App ต่างๆ รวมทั้ง iPhone จนโดน @kangg แซว แต่ทุกคนก็ไม่หยุดที่จะพูดกันเรื่อง App และ iPhone อยู่ดี โดยที่แกนนำเป็น @MikHaiL69 และ @youjea ตามด้วย @sidth @add2luv แล้วก็ตัวเม่นเอง คุยกันเฮฮา น่าอัดเป็น VDO review เอาไปเป็น content จริงๆเลย

“คุ้มที่สุด” เพราะพอจบงานเม่น @kangg และ @sidth ก็ไปต่อที่รายการช่างคุย ที่น่าจะเป็นตอนสัพเพเหระ ด้วยความสนุกสนาน เลยเป็นการออกจากบ้านที่คุ้มมากเพราะว่าได้ไปทั้งงาน แล้วก็ได้ไปอัดรายการด้วย ตลกปนสนุกออกจะแนวเฮฮารายการเลยปาไป ชั่วโมงกับอีก 40 นาทีแหนะแถมไปซื้อเสื้อช่างคุยมาอีกตัว พี่หงษ์เลยแถมเสื้อยืดรุ่นแรกให้อีกตัวด้วย โอ้… คุ้มมากๆ

“หิวที่สุด” เพราะตอนแรกไม่คิดว่าจะอยู่ในงานได้ยาว เลยกินแค่ขนมเล็กๆน้อยๆรองท้องไป แล้วก็ไปกินของกินเล่นในงาน แต่เอาเข้าจริงกว่าจะได้กินข้าวปาเข้าไปเกือบสองทุ่ม สรุปเลยทั้งวันกินข้าวแค่มื้อเดียว >.< เล่นเอาหมูเกาหลีชุดแรกที่ยกมากิน ไม่มีใครพูดใครจา ตั้งหน้าตั้งตากินกันเลยทีเดียว

และสุดท้ายของเม่น กับ “เสียดายที่สุด” เพราะเห็นมีแต่คนชมวง #iHear Band จากบรรดาเพื่อนพี่น้องของ @imenn เล่นเอาเม่นรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้อยู่ฟังเพลงเลย อ่อ อีกเรื่องที่เสียดายก็คือไม่ได้เจอ ตุ้งแช่ หมา tweet ที่โด่งดังที่สุดในไทย เพราะว่าออกไปหาพี่หงษ์ก่อน เศร้าเลย T.T

ใครมีอะไรที่เป็นที่สุด ก็มาแลกเปลี่ยนกันดูนะคะ :D

ปล. ที่จริงมีอีก 2 ที่สุดที่ค่อนข้างจะส่วนตัว เลยต้องแอบยกมาไว้ตรงนี้

“ดีใจที่สุด” เพราะว่าตอนนี้มี @iphat เป็นพี่สาวที่น่ารักเพิ่มขึ้นคน ดีใจมากๆ และอีกเรื่องที่ดีใจคือได้เจอกับ หน่อย  (@bktelle) แล้วด้วยตัวจริงน่ารักมาก สมเป็นสาววงการเงินๆทองๆจริงๆ :D

กับอีกที่สุด คือ “อยากเจอที่สุด” กับ @igolf ที่เหมือนจะมีชีวิตประจำวันคล้ายๆกันมาก โดยเฉพาะเรื่องข้าวเช้า จนอยากทำความรู้จักกับ @igolf มากที่สุด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เจอ เสียดายมากๆเลย

Categories: mEnE